Dark Light

มีตำนานหนึ่ง ที่ได้รับการกล่าวขานมาโดยตลอดในพระคัมภีร์ศาสนาคริสต์ อย่างการคงอยู่ของเหล่า “คนม้าทั้งสี่” หรือ “4 Horsemen of the Apocalyps”

ตำนานวันสิ้นโลก คือตำนานที่มนุษย์แทบทุกคนคงอาจจะได้ยินมาบ้างแล้วไม่มากก็น้อย อย่างมหาสงครามแร็กนาร็อกของชาวนอร์ส น้ำท่วมโลกในตำนานโนอาห์หรือความเชื่อปฏิธินของชาวมายา แต่ว่าวันนี้เราจะมานำเสนอตำนานวันพิพากษาของโลกในคัมภีร์ของศาสนาคริสต์ อย่างการปรากฏตัวของสี่จตุรอาชา ที่พระเจ้าจะทรงเปิดผนึกออกมาทีละดวงเพื่อนำเอา 4 จตุรอาชาออกมาใช้ในยามที่โลกถึงวันแห่งการพิพากษา เพื่อใช้พวกเขาในการทำลายล้างโลก โดยสี่จตุรอาชานั้นประกอบไปด้วย

 

1. โรคระบาด (White Horse Strife)

“ข้าพเจ้าได้ยินหนึ่งในสิ่งมีชีวิตทั้งสีกล่าวขึ้นมาด้วยเสียงเหมือนฟ้าร้องว่า “มาเถิด” ข้าพเจ้ามองไปเห็นม้าข้าวตนหนึ่งอยู่ตรงหน้าข้าพเจ้า ผู้ขี่ม้านี้ถือธนู เขาได้รับมงกุฏแล้วควบม้าไปอย่างผู้พิชิตที่ตั้งใจออกไปพิชิตศึก”

จตุรอาชาตนแรกคือ โรคระบาด ที่ในพระคัมภีร์ได้ระบุมาว่าจะปรากฎในรูปลักษณ์อัศวินขี่ม้าขาว ที่สวมมงกุฎและถือคันศรไว้ในมือ เป็นตัวแทนของโรคระบาดที่ทำให้เหล่ามวลมนุุษย์ต้องทนทุกข์กับการแพร่กระจายของโรคร้ายที่คร่าชีวิตของเพื่อน คนรักหรือครอบครัวไป โดยการแพร่การจ่ายของโลกระบาดที่โหดร้ายมีมาตั้งแต่อดีตกาล และเป็นการฆ่าล้างบางมนุษย์ได้จริงอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น

โดยโรคระบาดที่ร้ายแรงที่เคยเกิดขึ้นบนโลกก็เช่น

  • กาฬโรค มหากาพย์การติดเชื้อที่ลุกลามไปเกือบทั่วโลกเพราะว่าหนู ที่ทำให้ผู้คนถึง 75 ถึง 100 ล้านคนต้องจบชีวิตลง ซึ่งโดยส่วนมากเป็นชาวยุโรป ซึ่งเชื้อกาฬโรคนี้ระบาดครั้งใหญ่ในคริสต์ศตวรรษที่ 14 และเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งคราวไปจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19
  • ฝีดาษ อีกหนึ่งโรคร้ายที่เกิดขึ้นมานานแล้วบนโลก ซึ่งมันระบาดอย่างหนักและคร่าชีวิตของผู้ตนในยุโรป แอฟริกาและเอเชียไปเป็นจำนวนมาก โดยซึ่งที่ทำให้เรารู้ว่าฝีดาษเกิดขึ้นมาตั้งแต่โบราณก็คือ มัมมี่ของฟาโรห์รามเสสที่ 5 แห่งอียิปต์โบราณที่มีการตรวจพบว่าพระองค์สวรรคตเพราะฝีดาษ นอกจากนี้หลังการค้นพบโลกใหม่ของโคลัมบัสก็ทำให้โรคฝีดาษแพร่กระจายจากชาวยุโรปเข้าสู่ชาวอินเดียนพื้นเมืองทำให้พวกเขาล้มตายไปเป็นจำนวนมาก ส่วนที่ไทยเราก็มีบันทึกว่าด้วยโรคฝีดาษตั้งแต่สมัยอยุธยา ที่สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 หน่อพุทธางกูร พระมหากษัตริย์ลำดับที่ 11 ของกรุงศรีอยุธยา ต้องมาเสด็จสวรรคตเพราะโรคนี้ในปี ค.ศ.1533 ซึ่งในปัจจุบันโรคฝีดาษได้หยุดการแพร่ระบาดแล้วจากการค้นพบวัคซีนรักษาโรคโดย เอ็ดวาร์ด เจนเนอร์ ส่วนตัวเลขผู้เสียชีวิตนั้นไม่ทราบแน่นอนแต่อาจจะไม่ต่ำกว่า 300 ล้านคน
  • อีโบร่า โรคติดต่อที่เมื่อเป็นแล้วอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 90 % ส่วนมากระบาดในทวีปแอฟริกา

โดยเมื่อถึงจุด ๆ หนึ่งที่มนุษย์ไม่สามารถทนต่อได้ ผนึกดวงที่ 2 ก็จะทำงานทันทีและ จตุรอาชาคนที่สองก็จะออกมาโลดแล่นอยู่ในดินแดนแห่งคนเป็นนั้นก็คือ

2. สงคราม (Red Horse War)

“เมื่อพระเมษทรงโปรดแกะดวงตราที่สอง ข้าพเจ้าได้ยินสิ่งมีชีวิตตนที่สองกล่าวออกมาว่า “มาเถิด” แล้วม้าอีกตนที่มีสีแดงเพลิงก็ปรากฏออกมา ผู้ขี่ม้านี้ได้รับอำนาจที่จะนำสันติภาพไปจากโลกและทำให้มนุษย์เข่นฆ่ากัน”

จตุรอาชาตนที่สอง มาในรูปลักษณ์อัศวินขี่ม้าสีแดงและกวัดแกว่งดาบที่มีประกายไฟขนาดใหญ่ออกมาซึ่งจตุรอาชาตนนี้เป็นตัวแทนของสงคราม สิ่งทำให้มนุษย์เข่นฆ่ากัน จากทั้งการแย่งชิงดินแดน แย่งชิงสิ่งของที่มีค่าหรือเพียงเพราะไม่ต้องการให้มีสิ่งนั้นอยู่ โดยสงครามนั้นทำให้มนุษย์มากมายต้องตายไปเป็นจำนวนมากจากการเข่นฆ่ากันเอง และตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันสงครามก็ยังคงเกิดขึ้นบนโลกอยู่ และไม่มีทีท่าว่าจะหายไปได้ง่ายๆ

สงครามที่เกิดความสูญเสียอย่างหนัก

  • สงครามโลกครั้งที่ 1 ทหารกว่า 40 ล้านคนต้องมาจบชีวิตลงในสงครามแห่งนี้ ซึ่งสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้นจากการที่ออสเตรีย-ฮังการีรุกรานเซอร์เบีย จากการที่อาร์ชดยุกฟรันซ์ แฟร์ดีนันด์แห่งออสเตรียถูกลอบปลงพระชนม์ ซึ่งจากการรุกรานนี้พันธมิตรของทั้งสองประเทศถูกดึงให้เข้าร่วมสงครามทำให้สงครามโลกครั้งที่ 1 อุบัติขึ้น โดยหลังจากจบสงครามครั้งนี้แล้วเหล่าจักรวรรดิต่างๆในยุโรปล่มสลายลง ตามด้วยการปฏิวัติในหลายๆประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ยังทำให้เกิดปัญหาดศรฐกิจครั้งใหญ่อีกด้วย
  • การรุกรานของจักรวรรดิมองโกล กองทัพบนหลังม้าอันเกรียงไกรที่บุกยึดตีอาณาจักรต่างๆ จนสามารถตั้งเป็นจักรวรรดิมองโกลได้ในศตวรรษที่ 13 โดยการแผ่อำนาจและอิทธิพลของมองโกลนั้นไปทั่วทั้งเอเชียกลาง เอเชียตะวันออก รวมไปถึงบางส่วนของทวีปยุโรป ทำให้มีคนตายไปกว่า 53,000,000 คน
  • สงครามโลกครั้งที่ 2 หนึ่งในสงครามที่โหดร้ายที่สุดครั้งหนึ่งของโลก โดยเริ่มขึ้นหลังจากนาซีเยอรมันรุกรานโปแลนด์ โดยจากสงครามนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมกว่า 72,000,000 คน จากทั้งการสู้รบ การสังหารหมู่ การกวาดล้างชาวยิวและการกามิกาเซ่ โดยสงครามครั้งนี้จบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรหลังระเบิดปรมาณูถูกทิ้งลงไปในญี่ปุ่น ซึ่งสงครามนี้นับเป็นสงครามที่เกิดความสูญเสียมากที่สุด พื้นที่การสู้รบกว้างขวางมากที่สุด ใช้เงินทุนสูงที่สุดและมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดด้ยเช่นกัน

โดยเมื่อสงครามสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับมวลมนุษย์แล้ว ผนึกดวงที่ 3 ก็จะถูกคลายออก และจตุรอาชาตนที่สามก็จะมาโลดแล่นบนโลกใบนี้อีกครั้ง

3. ความอดอยาก (Black Horse Famine)

 “เมื่อพระเมษทรงโปรดแกะดวงตราดวงที่สาม ข้าพเจ้าได้ยินสิ่งมีชีวิตคนที่สามกล่าวขึ้นมาว่า “มาเถิด” ข้าพเจ้ามองเห็นม้าสีดำตัวหนึ่งอยู๋ข้างหน้า ผู้ขี่ม้านี้ชูตราขึ้นมาแล้วข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงดังออกมาจากสิ่งมีชีวิตนี้ว่า ข้าวสาลี ลิตรละหนึ่งเดนาริอัน ข้าวบาร์เลย์สามลิตรหนึ่งเดนาริอัน แต่อย่าทำให้น้ำมันและเหล้าองุ่นเสียหาย”

จตุรอาชาตนที่สาม มาในรูปลักษณ์อัศวินบนม้าสีดำ ในมือถือตราชั่ง เป็นสัญลักษณ์ของความอดอยากทั้งมวล ซึ่งเป็นผลพวงจากการทำสงคราม ที่ทำให้ทรัพยากรจำนวนมากต้องหมดไปจากการเข่นฆ่ากันเอง โดยความอดอยากนั้นก็สามารถคร่าชีวิตของมนุษย์ที่ยังเหลือดรอดจากจตุรอาชาตัวก่อนได้เป็นจำนวนมาก แต่ในความเป็นจริงนั้นความอดอยากไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะสงครามเท่านั้น ภาวะเศรฐกิจและภัยพิบัติทางธรรมชาติก็สามารถทำให้เกิดความอดอยากได้เช่นเดียวกัน

ตัวอย่างความอดอยากที่เคยเกิดขึ้นบนโลก

  • ความอดอยากในรัสเซีย ค.ศ. 1921 เริ่มเกิดขึ้นในช่วก่อนการปฏิวัติรัสเซียลามไปถึงในช่วงสงครามกลางเมืองรัสเซีย โดยเป็นความอดอยากที่เกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติประกอบกับสงครามที่เกิดขึ้นอีก ทำให้มีผู้สังเวยไปกับความอดอยากนี้กว่า 5 ล้านคน
  • การปกครองของเขมรแดง ที่สั่งให้ประชาชนทุกคนต้องทำงานในชนชั้นกรรมกรอย่างหนักและมีเวลาพักที่น้อย ทำให้ประชานนั้นมีแต่ความอดอยาก โดยมีผู้เสียชีวิตจากความอดอยากในช่วงการปกครองของเขมรแดงราว 2 ล้านคน
  • ทุพภิกขภัยในเกาหลีเหนือ เกิดขึ้นจากการปกครองแบบปิดของเกาหลีเหนือในช่วง ปี 1994-1998 ที่ทำให้เกิดปัญหาด้านการปกครองและภัยธรรมชาติ ผู้คนเริ่มเป็นโรคขาดสารอาหารจากการเกษตรที่มีผลผลิตไม่ดี ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า

โดยเมื่อถึงจุด ๆ หนึ่งในช่วงเวลาที่มนุษย์ไม่มีอันจะกิน ผนึกอันสุดท้ายจะคลายออก และจตุรอาชาตนสุดท้ายก็จะปรากฏตัวออกมา

4. ความตาย (Pale Horse Death)

“เมื่อพระองค์ทรงแกะดวงตราที่สี่ ข้าพเจ้าได้ยินเสียง “มาเถิด” ข้าพเจ้าเห็นม้าสีเขียวหม่นตัวหนึ่งอยู่ตรงหน้าข้าพเจ้า ผู้ขี่ม้านี้ชื่อว่าความตาย”

จตุรอาชาตนสุดท้าย มีรูปลักษณ์เป็นอัศวินโครงกระดูกขี่บนม้าสีเขียวหม่น จตุรอาชาตนนี้มีนามว่าความตาย เป็นจตุรอาชาที่มีอำนาจมากที่สุด เพราะจตุรอาชาตนนี้มีพลังของจตุรชาทั้งสามตนนั้นที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ และเป็นจตุรอาชาที่จะปรากฎขึ้นมาหลังพี่น้องทั้ง 3 คนมาโลดแล่นในโลกใบนี้แล้ว จตุรอาชาตนนี้ก็จะมามอบความตายให้กับมนุษย์โลกที่ยังเหลืออยู่จากการอาละวาดของจตุรอาชาตนก่อนจนหมดสิ้น และไม่มีใครที่จะสามารถหนีรอดจากจตุรอาชาตนนี้ได้เลย

4 จตุอาชาเป็นความเชื่อทางศาสนา ที่หยิบยกเอาเรื่อง โรคระบาด สงคราม ความอดอยาก และ ความตาย ที่เกิดขึ้นอยู่เป็นปกติบนโลกมนุษย์ คาดว่าด้วยเหตุนี้เอาทางศาสนาจึงได้หยิบเอาเรื่องที่เกิดขึ้นมาสะท้อนให้เห็นผ่านคำสอน และ รูปลักษณ์ที่น่ากลัวเพื่อให้มนุษย์โลกส่วนใหญ่ได้ตระหนักถึงสิ่งจำเป็นที่ควรมีให้แก่กัน และพยายามให้มนนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

ความคิดเห็น